วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้ อาการเหล่านี้บอกอะไรได้บ้าง ? By Hi Do Ki


เรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้ อาการเหล่านี้บอกอะไรได้บ้าง ?





“เริ่มต้นสวย ชีวิตก็ไปได้สวยจริงไหม?” เพราะจุดเริ่มต้นที่สำคัญของผู้หญิง คือ การก้าวเข้าสู่วัยเริ่มสาว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พบการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สรีระ ฮอร์โมน ไปจนถึงด้านอารมณ์ สาวๆ หลายคน อาจรู้สึกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และมีจำนวนไม่น้อย ที่พบปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิงอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันพบมากขึ้นในวัยเริ่มสาว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่
  • อาหารที่ไม่เหมาะสม
  • ความเครียด
  • ไม่มีเวลาออกกำลังกายดูแลตัวเอง
  • สภาพแวดล้อม
  • พันธุกรรม ฯลฯ
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็แล้วแต่ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระบบสืบพันธุ์ของสาวๆ ซ้ำร้ายอาจส่งผลต่อการมีบุตรยากตามมาอีกด้วย
ประจำเดือนมาไม่ปกติอีกเรื่องที่สาวๆ ห้ามละเลย ถ้าไม่อยากมีบุตรยาก
“เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม” กับปัญหาสุดคลาสสิคของผู้หญิงวัยเริ่มสาว ที่ส่วนใหญ่ต้องเคยผ่านประสบการณ์ “ประจำเดือนมาไม่ปกติ” แล้วทั้งนั้น แน่นอนว่าต่างคนก็ต่างอาการ แต่แบบไหนกันที่อาจส่งผลต่อการมีบุตรยากโดยไม่รู้ตัว  
วิธีสังเกตุอาการประจำเดือนมาไม่ปกติที่ส่งผลต่อการมีบุตรยาก
1. ความถี่ของการมีประจำเดือนความจริงแล้วประจำเดือนควรมาทุกๆ 21 – 35 วัน หากมีประจำเดือนถี่หรือห่างกว่านี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า “มีปัญหาเกี่ยวกับการตกไข่” และอาจเข้าสู่ภาวะ “ไม่ตกไข่เรื้อรัง” ส่งผลให้มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายเด่น เช่น หน้ามัน ขนดก เมื่ออัลตราซาวด์ดูรังไข่จะพบฟองไข่ใบเล็กๆ จำนวนมาก ที่ไม่สามารถเจริญเติบโตไปสู่ขั้นที่ตกไข่ออกมาได้ จึงสะสมอยู่ภายในรังไข่
ทั้งนี้ปกติธรรมชาติของผู้หญิง จะเกิดการตกไข่เพื่อแสดงความพร้อมในการตั้งครรภ์ ประมาณ 80% ของการมีประจำเดือน นั่นหมายความว่าการมีประจำเดือน 10 ครั้ง จะพบไข่ตกเพียง 8 ครั้งเท่านั้น ฉะนั้นหากจะมาวัดกันเรื่องความถี่ของการมีประจำเดือนคงต้องระวังกันให้ดี ยิ่งใครอยากมีลูกแล้วละก็ยิ่งต้องระวังกันไปใหญ่ โดยอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดความผิดปกติ คือ ความเครียด ที่ส่งผลต่อการตกไข่ ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติเสี่ยงต่อการมีบุตรยากได้เช่นกัน
2. ปริมาณและระยะเวลาของเลือดประจำเดือนที่ออกตามปกติระยะเวลาของเลือดที่ออกนั้น ควรอยู่ที่ 2–7 วัน ในกรณีที่มีลิ่มเลือดปนออกมา หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยหลังจากประจำเดือนหยุดแล้ว อาจเป็นสัญญาณของการเกิดปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูก และเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวและเจริญเติบโตในโพรงมดลูกที่มีความผิดปกติได้ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน
3. อาการปวดประจำเดือนสำหรับอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นช่วงที่มดลูกกำลังกำจัดเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาโดยกล้ามเนื้อมดลูกจะหดตัวและกีดขวางหลอดเลือดเล็กๆ จำนวนมาก เพื่อให้เยื่อบุผนังลอกออก กระบวนการนี้เองที่ส่งสารความเจ็บปวดไปยังสมอง ในเวลาเดียวกัน ร่างกายยังปล่อยสารประกอบโพรสตาแกลนดิน (prostaglandins) ทำให้มดลูกหดตัวมากขึ้นนั่นเอง
“ปวดประจำเดือนแบบไหน สัญญาณอันตรายมีบุตรยาก”
จากสถิติพบว่าการปวดประจำเดือนพบได้ถึง 50% ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่จะปวดท้องส่วนล่าง กระจายไปบริเวณหลังหรือต้นขา มักจะปวดในวันแรกของการมีประจำเดือน เมื่ออายุมากขึ้นอาการจะลดลง แต่ถ้าอายุมากแล้วยังมีอาการปวดมากขึ้น อาจบ่งบอกได้ว่ามีความผิดปกติบางอย่างซ่อนอยู่ โดยสังเกตได้จากอาการปวดท้องน้อยเกือบทุกครั้ง รู้สึกปวดหน่วงๆ ลงช่องคลอดหรือทวารหนัก ปวดทั้งก่อนและหลัง หรือระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งมักจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก ได้แก่ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่บริเวณรังไข่ หรือช็อคโกแลตซีสอีกด้วย”
“ดูแลตัวเองเบื้องต้นให้ประจำเดือนมาปกติลดความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก”
สำหรับผู้หญิงวัยเริ่มสาว สามารถดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มต้นที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบการผลิตฮอร์โมนเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น มีประจำเดือนสม่ำเสมอมากขึ้น เช่น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • หาวิธีผ่อนคลาย ไม่ทำให้ตัวเองเครียดจนเกินไป
  • ดูแลการทานอาหาร หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เลือกรับประทานธัญพืช ผลไม้และผักสีต่างๆ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงหรือคาเฟอีน
  • งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • นวดเบาๆบริเวณหลังช่วงล่างและท้องน้อย
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
  • ดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้เพียงพอสำหรับการมีประจำเดือนได้ตามปกติ
การสังเกตความผิดปกติของประจำเดือนที่เกิดขึ้น จะช่วยประเมินได้ว่ามีแนวโน้ม มีบุตรยาก หรือไม่ หากพบอาการหรือกังวลสาวๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาภาวะผู้มีบุตรยากต่อไป เพราะ “การดูแลตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย” โดยเฉพาะอนาคตหากต้องแต่งงานมีครอบครัว การเตรียมตัวเพื่อลดความเสี่ยงมีบุตรยากจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง


“ตกขาว มีตุ่มขึ้น ปัญหาในร่มผ้าที่สาวๆ ไม่กล้าบอกใคร “
อีกเรื่องที่ทำให้สาวๆ กังวลใจในลำดับต้นๆ คงหนีไม่พ้น “อาการตกขาว” ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน สำหรับผู้หญิงเข้าสู่วัยเริ่มสาว หลายคนสงสัยว่าอาการตกขาวเกิดจากอะไร ตกขาวผิดปกติคือแบบไหน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายหรือระบบสืบพันธุ์มีปัญหาหรือไม่ ถ้าแต่งงานมีครอบครัวจะส่งผลต่อการมีบุตรยากหรือเปล่า แน่นอนว่าต้องมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่ขั้นแรกควรรู้ก่อนว่าอาการตกขาวมีแบบไหนบ้าง?
1. ตกขาวแบบปกติ รู้ไว้ ไร้กังวล
อาการตกขาวโดยทั่วไปเกิดจากกลไกทางธรรมชาติ ขึ้นอยู่สภาพร่างกายของผู้หญิงแต่ละคน เป็นการที่ผนังช่องคลอดลอกหลุดเอาของเสียออกมาจากช่องคลอด โดยจะมีลักษณะเหลวสีขาวใส หรืออาจเป็นของเหลวสีขาวขุ่น เปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตโรน (Progesterone)
“ตกขาว” เป็นของเหลวที่ถูกผลิตโดยต่อมภายในช่องคลอด จะมีลักษณะใสไม่มีสี หรือเป็นสีขาวไม่มีกลิ่นเหม็น ปริมาณไม่มากและไม่ทำให้เกิดอาการคัน เพื่อนำพาเซลล์ที่ตายแล้วและแบคทีเรียในช่องคลอดออกมา เสมือนการทำความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ ผู้หญิงทุกคนเป็นได้และไม่เป็นอันตราย
2. ตกขาวผิดปกติแบบนี้ อย่านิ่งนอนใจสาเหตุของการเกิดตกขาวที่ผิดปกตินั้น สามารถเกิดได้จากความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตั้งแต่บริเวณช่องคลอด ปากมดลูก ไปจนถึงมดลูก โดยสาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณช่องคลอด สังเกตง่ายๆ จากภายนอกคือสีที่แตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งตามลักษณะตกขาว ได้ดังนี้
  • ปนเลือดหรือมีสีน้ำตาล อาการนี้พบได้ไม่บ่อย มักเกิดจากมะเร็งโพรงมดลูกหรือมะเร็งปากมดลูก อาจมีอาการปวดท้องน้อยหรือมีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย
  • ขุ่นมีสีเหลือง อาจมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น Gonorrhea เลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • สีเหลือง เขียว มีฟองปน อาจเกิดจากการติดเชื้อปรสิต (Trichomoniasis) มักมีอาการปวดและคันเวลาปัสสาวะร่วมด้วย
  • สีชมพู พบได้ในหญิงหลังคลอด เนื่องจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • สีขาวหนาเป็นก้อน เกิดจากการติดเชื้อราจนมีอาการบวม แดง คันบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
  • สีขาว เทา หรือเหลือง กลิ่นคาวเหมือนปลา เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จะมีอาการคัน แสบ แดง และบวมบริเวณอวัยวะเพศและอาจพบอาการร่วมอื่น เช่น แสบร้อนบริเวณช่องคลอด คัน มีตุ่มบริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศ อาการปวดท้องน้อยหรือเสียวในช่องท้อง อาการไข้ เป็นต้น
3. ป้องกันเบื้องต้นก่อนเป็น “ตกขาว” ได้ดังนี้
  • หากไม่มีความจำเป็น ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
  • ควรดื่มน้ำเยอะๆ รับประทานอาหารสดใหม่และมีคุณภาพ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรล้างอวัยวะเพศทุกครั้ง
  • ไม่ควรใส่กางกางที่มีขนาดเล็กกว่าไซต์ตัวเองหรือรัดเกินไป
  • ดูแลอวัยวะเพศให้แห้งอยู่เสมอ อย่าให้อับชื้น ควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง
สำหรับสาวๆ ที่เกิดอาการ “ตกขาวไม่ปกติ” ต้องให้แพทย์ตรวจภายในหาสาเหตุว่าติดจากเชื้ออะไร เพื่อที่จะได้รักษาตรงตามอาการ หากไม่มั่นใจไม่ควรรักษาเอง เพราะอาจทำให้ ระคายเคือง และติดเชื้อมากกว่าเดิม หากไม่รีบทำการรักษา อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง ส่งผลต่อการเกิดอาการมีบุตรยากตามมาในไม่ช้า


“ปัสสาวะมีเลือด อาการแบบนี้ ปล่อยไว้ไม่ดีแน่ “
พอเริ่มก้าวสู่วัยเริ่มสาวปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกาย ก็เริ่มส่งสัญญาณต่างๆ ออกมาให้เห็น เช่น “อาการปัสสาวะมีเลือด” ที่เกิดขึ้นกับสาวคนไหน ก็คงตกใจไม่น้อย อาการแบบนี้ บ่งบอกว่าระบบสืบพันธุ์กำลังมีปัญหารึเปล่านะ?
ปกติแล้วปัสสาวะจะมีสีใส สีเหลืองอ่อน หรืออาจมีสีเหลืองเข้ม ขึ้นอยู่กับว่าดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหน หากเมื่อใดที่ปัสสาวะของเรามีสีผิดปกติ เช่น สีออกแดง นี่อาจเป็นอาการปัสสาวะเป็นเลือด Hematuria (Blood in the Urine) คือ มีเลือดออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ซึ่งสามารถสื่อถึงโรคอันตรายต่างๆ อาจเป็นผลทั้งทางตรงและทางอ้อม นำมาซึ่งภาวะมีบุตรยากได้ด้วยเช่นกัน
ปัสสาวะเป็นเลือดสามารถพบได้หลายลักษณะ หลายสี สามารถแสดงถึงบริเวณที่เกิดได้ด้วย
  1. เลือดสีแดงสด หรือสีแดงคล้ำ1.1 เลือดซึมตอนเริ่มปัสสาวะการมีเลือดออกแบบนี้ บ่งบอกถึงอาการท่อปัสสาวะเป็นแผลหรือฉีกขาด มักมีอาการปวดขณะถ่ายปัสสาวะ อาจมีหนอง และสามารถติดเชื้อได้ด้วย
    1.2 เลือดออกตอนเริ่มปัสสาวะ ถ้ามีเลือดออกแค่ตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลังไม่มี อาจมีเหตุผลเหมือนกับเลือดซึมตอนเริ่มปัสสาวะ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด1.3 เลือดออกตอนท้ายปัสสาวะปัสสาวะที่มีเลือดออกในลักษณะนี้ มักเกิดจากอาการเลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากนิ่วหรือเนื้องอก หรืออาจเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยอาการเหล่านี้มักจะมีอาการอื่นๆ เช่นปวดท้องน้อย หรือปัสสาวะขัดร่วมด้วย1.4 เลือดออกตลอดเวลาที่ปัสสาวะอาการลักษณะนี้ส่วนใหญ่มาจากภาวะเลือดออกในไต หรือกรวยไต หรือเลือดออกมากในกระเพาะปัสสาวะ
  2. ปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ ปัสสาวะที่มีสีแดงแบบสีน้ำล้างเนื้อ และถ่ายออกมาเป็นสีเดียวกันตั้งแต่เริ่มปัสสาวะจนจบ อาการเช่นนี้โดยมากเกิดจากภาวะไตอักเสบ
  3. ปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลดำ ปกติแล้วปัสสาวะสีนี้ไม่ได้เกิดจากภาวะเลือดออกในระบบทางเดินปัสสาวะ แต่เกิดจากการสลายตัวของสารสีเม็ดเลือดแดง และสารสีของกล้ามเนื้อลาย ที่แปรสภาพและออกมาเป็นปัสสาวะ ควรตรวจเพื่อหาทางรักษาต่อไป
ผลจากการปัสสาวะเป็นเลือดบ่งบอกสาเหตุของโรคอะไรได้บ้าง?
  1. ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อเรื้อรังอาจส่งผลให้มีเลือด ปนเปื้อนออกมากับปัสสาวะได้
  2. นิ่วในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการสะสมของแร่ธาตุต่างๆในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดก้อนนิ่วขึ้น จนทำให้ปัสสาวะปนเปื้อนเลือด
  3. ความผิดปกติในไต หากท่อปัสสาวะส่วนบนหรือไตติดเชื้อก็เป็นสาเหตุให้ปัสสาวะปนเปื้อนเลือดได้เช่นกัน
การป้องกันปัสสาวะเป็นเลือดโดยปกติแล้ว ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่มีวิธีช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่เป็นสาเหตุได้ ดังนี้
  • โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ควรดื่มน้ำมากๆ ปัสสาวะทันทีที่รู้สึกปวดหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ เช็ดทำความสะอาดบริเวณท่อปัสสาวะจากหน้าไปหลัง (สำหรับผู้หญิง) หรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่ออวัยวะเพศ และท่อปัสสาวะที่อยู่ใกล้เคียงกัน
  • นิ่วในไต ควรดื่มน้ำให้มาก ลดการบริโภคเกลือ โปรตีน หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของออกซาเลต (Oxalate) เช่น ผักโขม เป็นต้น
  • มะเร็งไต ควรรักษาน้ำหนักตัว รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย
อย่างไรก็ตามหากปัสสาวะเป็นเลือด หรือกังวลควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป สำหรับการปัสสาวะเป็นเลือดที่นำไปสู่ภาวะมีบุตรยากนั้นยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ส่วนใหญ่พบว่าอาจเป็นผลข้างเคียงจากโรคไต ส่งผลให้เข้าสู่ภาวะมีบุตรยาก เพราะโดยทั่วไปหากไตเสื่อม รังไข่อาจจะไม่ทำงาน ทำให้ไม่มีประจำเดือน หรือประจำเดือนมาไม่ปกติ ยากแก่การตั้งครรภ์ และมีบุตรยากเป็นต้น

ที่มาข้อมูล พญ. พิมพกา ชวนะเวสน์ สูติ-นรีแพทย์ทางด้านการเจริญพันธุ์

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Hi Do Ki ฮิโดกิ อาหารเสริมบำรุงภายในสตรี ปรับฮอร์โมน ปวดประจำเดือน 1 กล่องเห็นผลชัดเจนจ้า


Hi Do Ki ฮิโดกิ อาหารเสริมบำรุงภายในสตรี ปรับฮอร์โมน ปวดประจำเดือน ป้องกันการเกิดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ 1 กล่อง/15 แคปซูล


💫💫แก้ไขปัญหา💫💫
- น้องสาวหลวม 🔴
- น้องสาวตด🔴
- ตกขาว ตกขาวเรื้อรัง🔴
- คันช่องคลอด🔴
- ช่องคลอดมีกลิ่น🔴
- ปวดท้องเวลามีประจำเดือน🔴


😃👉🏻เห็นผล ใน 1 กล่อง👈🏻😃 จากรีวิวลูกค้าที่ลองแล้ว ตัวยาทำจากสมุนไพรแท้ 100 % ปลอดภัยหาย
🔰เซททดลอง 1 กล่อง 350 บาท
🔰เซทรักษา 2 กล่อง 700 บาท
🔰เซทมัดใจสามี 4 กล่อง 1,320 บาท
สั่งซื้อ"Hi Do Ki" สอบถามเพิ่มที่ inbox 
Line 
🆔 : (กรุณาใส่@ด้วยนะค่ะ)
 0830354954
📦📦พร้อมส่งฟรี🆓ems🇹🇭




วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ทำไมผู้หญิงต้องตกขาว และต้องเป็นกันทุกคนหรือไม่

ตกขาวนับเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี เพราะนอกจากสร้างความเหนอะหนะแล้ว ยังนำมาซึ่งอาการคันที่ช่องคลอดด้วย คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าตกขาวมาจากไหน


ตกขาว เป็นกันทุกคนหรือ
ผู้หญิงทุกคนต้องมีตกขาวครับ ช่วงเป็นเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง
ตกขาวที่ปกติ สร้างมาจากต่อมที่ปากช่องคลอดและปากมดลูก รวมทั้งยังสร้างมาจากผนังช่องคลอดด้วย ตกขาวจากแหล่งต่างๆ จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น หล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล

เชื้อรา …ปัญหาของตกขาวคัน
เชื้อรา คือเชื้อโรคชนิดหนึ่ง มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Candida albicans เชื้อโรคตัวนี้อยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป แต่ชอบสภาพสิ่งแวดล้อมที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ ช่องคลอดของคนเราเป็นอวัยวะที่ชื้นอยู่แล้วเพราะมีตกขาวอย่างที่ว่า ส่วนเรื่องร้อนนั้นขึ้นกับหลายปัจจัยคือ

• สภาพอากาศของบ้านเราที่ค่อนข้างร้อนจนถึงร้อนมาก

• ใส่เสื้อผ้าที่อบมาก

• สภาพร่างกายที่อ้วนมาก บางคนแค่ยืนเฉยๆ ขาก็มาชนกันแล้วทำให้ช่องคลอดถูกอบอยู่ตลอดเวลา สภาพเหล่านี้แหละที่เชื้อราชอบมาก เหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดกันง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีการติดเชื้อราน้อยกว่าซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะรายที่เป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคที่ต้องกินยากดภูมิต้านทานบางอย่าง เหล่านี้ทำให้เชื้อราชอบมากเช่นกัน

อาการติดเชื้อราในช่องคลอด

มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มีการติดเชื้อราโดยไม่มีอาการอะไรเลย ที่รู้ว่ามีเชื้อราก็เพราะเผอิญไปตรวจภายในด้วยเหตุอื่น เช่น ไปตรวจภายในประจำปีหรือตรวจเนื้องอกมดลูก ผู้หญิงกลุ่มนี้อาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษาอะไรก็ได้ เพราะเชื้อราที่ไม่ก่ออาการพวกนี้ ส่วนมากก็จะถูกตกขาวขับทิ้งออกไปจากร่างกายได้เอง แต่มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่เมื่อได้รับเชื้อราเข้าไปในช่องคลอด มันจะเจริญเติบโตต่อไป
ในระยะแรกจะมีรูปร่างคล้ายดอกเห็ด (blastospore) ซึ่งยังไม่ทำให้เกิดอาการอะไร แต่ถ้าไม่ได้รับยารักษา เชื้อราจะเจริญต่อไปกลายรูปร่างเป็นสายยาวๆ (mycelia) ซึ่งสามารถแทรกเข้าไปในผนังช่องคลอดได้ ถึงขั้นนี้จะเริ่มมีอาการคัน บางคนอาจทนเอาเพราะอายที่จะไปตรวจภายใน แต่พอทิ้งไว้ไม่นานอาการคันกลับมากขึ้นจนทนไม่ไหว เลยเลิกอายรีบไปหาหมอเพื่อตรวจภายในก็มี นอกจากคันแล้วลักษณะของตกขาวที่มีก็จะเปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยเป็นมูกใสๆ หรือขาวขุ่นๆ ก็จะกลายเป็นคล้ายนมที่เด็กอวกออกมา (curd) แต่ของบางคนมีลักษณะคล้ายแป้งก็มี

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเชื้อราในช่องคลอด

แค่เอาตกขาวที่มีเชื้อรามาส่องกล้องจุลทรรศน์ดูก็บอกได้แล้ว สำหรับคุณหมอที่ผ่านการตรวจภายในผู้หญิงเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่แค่ดูตกขาวโดยไม่ต้องส่องกล้องก็บอกได้ว่าเป็นเชื้อรา

รักษาอย่างไรดี

การติดเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่ยานั้นมีทั้งกิน เหน็บช่องคลอด และชนิดครีมทาในช่องคลอด ซึ่งทุกชนิดยังแบ่งย่อยออกไปอีก เช่น ยาเหน็บอาจมีชนิดเหน็บครั้งเดียวและเม็ดเดียวเลิก หรือเหน็บวันละเม็ดแต่ต้องเหน็บ 3 - 5 วัน เป็นต้น จึงขอเตือนว่าการจะใช้ยาอย่างไรดี ควรปรึกษาคุณหมอที่รักษาดีกว่า ขืนไปกินหรือเหน็บยามั่วไปเรื่อยอาจทำให้ไม่หายและอาจมีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาได้

โรคนี้มีอันตรายไหม

“โรคนี้มีอันตรายไหม” เป็นคำถามยอดฮิต บางคนกลัวว่าถ้าเป็นตกขาวบ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็ง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์กลัวว่าจะทำให้ลูกพิการ ไม่เป็นอย่างที่คิดครับ โรคนี้ไม่มีอันตรายเช่นนั้น เพียงแต่ทำให้คุณทรมานจากอาการคันเท่านั้นเอง ยิ่งถ้าไปเกามันมาก ๆ อาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา ก็ยิ่งทรมานเพิ่มขึ้นอีก

ป้องกันไม่ให้เป็นได้ไหม

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เชื้อราชอบอากาศร้อนชื้น ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคนี้ ก็อย่าสร้างสภาพแวดล้อมของร่างกาย ให้เชื้อรามีความรักใคร่ชอบพอจนอยากอยู่ด้วยก็แล้วกัน เช่น

• อย่าใส่เสื้อผ้าที่คับ อึดอัด

• อย่าปล่อยให้บริเวณช่องคลอดชื้นแฉะ

• เวลารู้สึกร้อนหรือเหนอะหนะบริเวณปากช่องคลอด ควรทำความสะอาดเช็ดให้แห้ง

• อย่าเอาผ้าอนามัยแผ่นเล็กๆ เช่น แคร์ฟรีปิดปากช่องคลอด เพราะจะยิ่งอบให้มันร้อนมากขึ้น

• และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ อย่าอ้วน เป็นข้อแนะนำที่พูดง่าย แต่ทำยากใช่ไหมครับ

ขอบคุณเนื้อหาจาก www.si.mahidol.ac.th คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
**************************************
📱ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโทร 0830354954 

ข้อมูลเพิ่มเติม 


คู่มือตรวจภายในสำหรับคุณผู้หญิง

คู่มือตรวจภายในสำหรับคุณผู้หญิง

photo

เพราะความอายนี่เองทำให้ผู้หญิงไม่น้อยไม่กล้าไปพบแพทย์เพื่อ "ตรวจภายใน" เพราะการตรวจดังกล่าวต้องเปลือยส่วนที่เป็นส่วนตัวมากๆ ซึ่งไม่อยากให้ใครเห็น นอกจากนี้ยังกลัวเจ็บ และกลัวในอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะในรายที่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่เคยแต่งงานหรือคลอดลูกมาก่อน

 

ปัญหาที่พบ

  • ในจำนวนนั้นอาจมีหลายรายที่มีความผิดปกติของอวัยวะภายในเกิดขึ้น ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สืบพันธุ์
  • ทำให้คนแต่งงานแล้วมีลูกยาก หรือมีโรคติดเชื้อบางอย่างที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางเพศ
  • ที่ร้ายแรงก็คืออาจมีไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีโอกาสพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งต่อไปทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ โดยสาวไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากอันดับ 1
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาทุกอย่าง ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายในได้แล้ว เพื่อจะได้ทราบว่า ตัวเองมีปัญหาอะไรหรือไม่ ถ้ามีจะได้แก้ไขทันเวลา และเพื่อสุขภาพที่ดี
photo

โรคที่ต้องตรวจภายใน

สำหรับผู้หญิงมีโรคมากมายที่เกิดขึ้นจากความเกี่ยวข้องของอวัยวะทั้ง 7 ได้แก่
  • รังไข่ (Ovary)
  • ท่อนำไข่ (Fallopian tube)
  • มดลูก (Uterus)
  • เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium)
  • ปากมดลูก (Cervix)
  • ช่องคลอด (Vagina)
  • อวัยวะสืบพันธุ์ส่วนนอก (Genital Organs Outside)
      ซึ่งต้องตรวจภายในเท่านั้นจึงจะทราบถึงความผิดปกติ เช่น ช็อกโกแลตชีสต์ ที่เป็นสาเหตุหลักของการปวดประจำเดือน และมีลูกยาก ซึ่งผู้หญิงเป็นกันมาก
 

ช็อกโกแลตซีสต์ 

      ช็อกโกแลตซีสต์เป็นอาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเมื่อไปเกาะที่บริเวณรังไข่จะมีเลือดออกเหมือนประจำเดือน แต่ไม่ไหลออกมานอกร่างกาย จะขังอยู่ภายในพอเก่าเข้าจะเป็นสีน้ำตาลข้นเหมือนช็อกโกแลตเหลว จึงเรียกกันว่า ช็อกโกแลตชีสต์" นพ.ฉันทวัฒน์ เชนะกุล สูตินรีแพทย์ มะเร็งนรีเวช กล่าว
photo

อวัยวะภายในที่เกี่ยวพันกับโรคต่างๆ อาทิ

  • รังไข่ : มีโอกาสเป็นมะเร็งในรังไข่ได้ ทั้งในวัยเด็ก วัยเจริญพันธุ์ วัยกลางคน และวัยสูงอายุ
  • มดลูก : มีโอกาสเป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งมีตั้งแต่เนื้องอกธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็ง โดยพบมากราว 60% ของผู้หญิงทั่วไป แต่อยูที่ขนาดว่าโตหรือไม่ ถ้าโตหรือออกอาการผิดปกติก็ต้องรักษา นอกจากนี้ยังมีโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อมดลูกที่พัฒนาเป็นเนื้องอกที่เป็นมะเร็งได้อีก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกข้างใน : ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกข้างในเจริญมาก หนาตัวผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติที่มาพร้อมกับประจำเดือน หรืออาจพัฒนาเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • ปากมดลูก : เนื้องอกธรรมดาที่ปากมดลูกไม่น่ากลัวเท่ากับเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก
photo

ตรวจภายในสำคัญกว่าที่คิด

        มะเร็งที่พบมากในผู้หญิง คือมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะพบได้ก็ต่อเมื่อต้องตรวจภายในเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้รับผลพวงอื่นๆ เกี่ยวกับระบบอวัยวะภายใน เช่น มดลูก รังไข่ ฯลฯ โดยปัญหาที่พบมากคือ ปวดท้องประจำเดือนเรื้อรัง มีลูกยาก หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตถ้าเป็นมะเร็ง
นพ.ฉันทวัฒน์ เชนะกุล สูตินรีแพทย์ มะเร็งนรีเวชกล่าวว่า อวัยวะเหล่านี้ไม่เหมือนอวัยวะอื่นๆ ที่เป็นระบบปิด ซึ่งมีปัจจัยรบกวนจากภายนอกน้อย แต่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงมีปัจจัยภายนอกเข้าไปรบกวน นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้มีการขยายตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายโดยเฉพาะเมื่อมีลูก ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นอะไรได้มาก "ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกเกือบจะเป็นศูนย์ แต่ยังมีรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกที่อกาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้ ดังนั้น นี่คือประโยชน์ของการตรวจภายใน"

 

เตรียมตัวอย่างไร

        คุณหมอแนะนำว่า แทบไม่ต้องเตรียมตัวอะไร เว้นเสียแต่ในระหว่างที่มีรอบเดือนไม่ควรมาตรวจ โดยก่อนตรวจแพทย์จะซักถามประวัติ เช่น ประวัติความสัมพันธ์ทางเพศหรือแต่งงานหรือยัง มีลูกหรือยัง เพื่อจะได้เลือกวิธีการตรวจรวมทั้งเลือกใช้ขนาดเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสม ในกรณีที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศมาก่อนเลย เครื่องมือแพทย์ที่ใช้จะมีขนาดเล็กกว่า เป็นต้น และใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ในการตรวจแต่ละครั้ง โดยแพทย์จะส่งเซลล์ที่ได้ไปยังห้องปฏิบัติการหรือส่งต่อไปอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับความผิดปกติของแต่ละคน
 

วิธีตรวจภายใน

     สำหรับวิธีการตรวจแพทย์จะให้ผู้ป่วยเปลี่ยนไปสวมชุดคลุม แล้วใช้เครื่องมือแพทย์ลักษณะคล้ายปากเป็ดขนาดเล็กๆ แบนๆ สองอัน สอดเบาๆ เข้าไปในช่องคลอด เพื่อเปิดขยายออกให้เห็นปากมดลูก จากนั้นจะใช้เครื่องมือเข้าไปเก็บเซลล์ที่ปากมดลูก จากนั้นจะใช้เครื่องมือเข้าไปเก็บเซลล์ที่ปากมดลูกไปตรวจหาความผิดปกติต่อไป โดยทุกขั้นตอนจะมีพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอยู่ในห้องด้วย
photo
"ในรายที่แต่งงานมีลูกแล้วแพทย์อาจใช้นิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อกระดกมดลูกขึ้น อีกมือหนึ่งคลำที่หน้าท้องเพื่อจะทราบว่ามดลูกโตไหมและมีความเจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า เพราะบางโรค เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ บางทียังไม่ถึงขั้นเป็นซีสต์ใหญ่ แต่คนไข้มีอาการปวดมาก เพราะโรคไปเกาะบริเวณเส้นประสาทหรือบริเวณด้านหลังมดลูกที่มีการเคลื่อนไหว เช่น รอยต่อระหว่างมดลูกกับลำไส้ใหญ่ เวลาถ่ายแล้วจะปวดมากหรือเวลามีประจำเดือนจะปวดเหมือนอยากถ่ายอุจจาระหรือท้องเสีย การตรวจวิธีนั้จะทำให้รู้ว่ามีเม็ด มีตุ่ม หรือเจ็บปวดเกิดขึ้นเมื่อไม่" 
 

วิถีชีวิตผู้หญิงยุคใหม่

โรคภายในของผู้หญิงที่พบบ่อยมาก ได้แก่ โรคตกขาว เลือดออกผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่ตรงหรือมาน้อย ปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยและเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งมีผลมาจากผู้หญิงสมัยนี้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป คือแต่งานช้าลง มีลูกตอนอายุมาก ทำให้รอบประจำเดือนมีมากขึ้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่อายุ 15-16 ปี ก็ตั้งท้องแล้ว ทำให้รังไข่มีโอกาสได้หยุดทำงาน ยิ่งในรายที่มีลูกหัวปีท้ายปี รังไข่ก็แทบจะไม่ได้ทำงานเลย เนื่องจากโรคเหล่านี้เกี่ยวพันกับการทำงานของรังไข่นั่นเอง
"ส่วนโรคตกขาวที่เป็นกันมาก หมายถึงการมีมูกออกมาจากช่องคลอด ปกติจะมีอยู่แล้ว เพราะเป็นน้ำหล่อลื่น แต่หากเกิดอักเสบจากการติดเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อพยาธิ ซึ่งไม่ถือว่าน่ากลัว แต่น่ารำคาญ เช่น ทำให้คัน มีกลิ่น มีมูกเยอะเกินไป อะไรก็ตามที่เคยเป็นปกติของชีวิตแล้วไม่เป็นไปตามนั้นก็ถือว่าผิดปกติ อย่างตกขาวที่มีอาการคัน มีกลิ่น หรือมีมูกเยอะเกินไปถือว่าผิดปกติแล้ว ซึ่งควรจะมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่อไป"

 

ใช้ชีวิตให้ห่างจากโรค

  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารทาร์และนิโคตินจะเข้าไปในกระแสเลือด
  • รักษาสุขอนามัยอย่างพอดี
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอน
  • ไม่ใช้แผ่นอนามัยแบบแผ่น โดยเฉพาะชนิดมีน้ำหอม เพราะแผ่นอนามัยจะดูดซึมความชื้นไปเก็บสะสม แต่อากาศไม่ผ่านทำให้หมักหมมเชื้อโรคที่เจริญเติบโตในที่ไม่มีโอกาสทั้งหลายจะชอบ เช่น เชื้อรา ทำให้เป็นเชื้อรากันมาก
    ช่วงมีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยให้บ่อย อย่างน้อยทุก 3 ชั่วโมง
ข้อมูล: นพ.ฉันทวัฒน์ เชนะกุล สูตินรีแพทย์ มะเร็งนรีเวช
บทความโดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

ฮิโดกิ ฟิตกระชับ ขจัดตกขาว ไร้กลิ่นอับ เห็นผลทันที สนใจทักเลยจ้า 0830354954


ฮิโดกิ (Hi Do Ki) จุดซ่อนเร้น ฟิต กระชับ ปรับสีผิว ลดกลิ่น สกัดจากธรรมชาติ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ลองใช้ดูค่ะ น้องสาวไม่มีกลิ่น คืนความสดชื่น และความอ่อนนุ่มให้ผิว ดุจสาวแรกรุ่น


ผลิตโดยโรงงานมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP จากสถาบัน SGS ประเทศอังกฤษ เลขที่ อย. 11-1-22360-5-0009

ส่วนประกอบหลัก
โปรตีนจากถั่วเหลือง ปรับสภาพของฮฮร์โมนให้สมดุล ลดอาการร้อนวูบวาบในระยำหมดประจำเดือน
กรดอัลฟ่า-ไลโปอิค ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ช่วยลดจุดด่างดำ และชะลอความเสื่อมที่ผิวหนังได้เป็นอย่างดี
เปลือกสนฝรั่งเศส ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดขอดและการอุดตันของลิ่มเลือด
โคเอ็นไซม์คิวเท็น ต้านอนุมูลอิสระ ป้องการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ริ้วรอยที่เป็นแลดูจางลง
ตังกุย กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ บรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยทอง
เมล็ดองุ่น ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโดยรวมของร่างกาย ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอย ฝ้า กระ ให้จางลง

วิธีรับประทาน
ทานครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนนอน กับน้ำอุ่น 1 แก้ว


************************
📱ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโทร 0830354954 ข้อมูลเพิ่มเติม https://hidoki2019.blogspot.com/

เรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้ อาการเหล่านี้บอกอะไรได้บ้าง ? By Hi Do Ki

เรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้ อาการเหล่านี้บอกอะไรได้บ้าง ? “เริ่มต้นสวย ชีวิตก็ไปได้สวยจริงไหม?”  เพราะจุดเริ่มต้นที่สำคัญของผู้หญิง คื...